วันจันทร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2555

กินข้าวหน้า TV ดู Series เรื่องโปรด 2012

Mission Completed..!!!
Series Festival  2012  by  Me

และแล้วเทศกาล .. กินข้าวหน้า TV ดูซีรี่ส์เรื่องโปรด  (ของผม) ก็จบลง..  ด้วยหนังน่าสนใจ (ในแบบของผม) หลายเรื่องด้วยกัน...
เริ่มจาก  Sherlock  Holmes Season 1-2 : ที่นำคดีเด็ดมาเสนอ  บวกกับความหยิ่งยโสของ Holmes จนมาถึงความสับสนทางชีวิตของ Dr.Watson แพทย์จากสงครามที่ดูเหมือนจะเพี๊ยนนิดๆ จนทำให้เราไม่แน่ใจว่า Holmes สติไม่ดี ประสาทหลอน หรือเป็นคนเก่ง ฉลาดหลักแหลมกันแน่... แต่เร้าใจตลอดการเดินทาง  เอ้ย... ตลอดเรื่องเลยครับ (ข่าวว่ามีภาค 3 แล้วแต่ยังไม่ได้มี Thai Sub ครับ)

นี่แหละโฉมหน้ากวนประสาทของ  Holmes & Watson

ตามมาด้วย  Fringe : ที่ผมตามมาตั้งแต่  Season 1 คราวนี้มาเก็บ  Season 2 ต่อ 3 ไปอีกหน่อย  เพราะมันละสายตาไม่ได้จริงๆ  เรื่องของ FBI สาวที่ที่มีสัมผัสพิเศษ Six Sense ว่างั้นเถอะ  ได้มีโอกาสมาทำคดีพิเศษที่ไม่มีใครกล้าทำ  บวกกับในแต่ละคดีจะมีรูปแบบที่แปลก  พิสดารจนต้องหาผู้ช่วยที่เป็น  Dr. เพี๊ยนๆ ที่ถูกจำคุกมาเป็นที่ปรึกษา   มาช่วยไขคดี เรื่องราวภาคแรกๆ ก็สนุกดีตรงที่มีคดีแปลกๆ มากมาย แต่พอจะจบ Season กลับกลายเป็นว่า  โลกนี้มีสองด้าน (ซะงั้น)  และในด้านตรงข้ามที่มีทุกอย่างเหมือนเรา  กำลังจะทำลายอีกด้านหนึ่ง  เพราะเริ่มมีการข้ามมิติไปมา โอ๊ย... หัวจะหงอก  เอ้ยระเบิด  (หงอกมากอยู่แล้ว)  แต่ขออภัยครับ  Fringe ตอนนี้ปาเข้าเข้าไป Season 4 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว


จากคดีของ Holmes มาคดีแปลกๆ ของ Fringe ผมเริ่มเข้าโหมด The X-Files (เรื่องนี้ผมดูจบ 9 Season ไปนานแล้ว) เลยเปลี่ยนแนวมาดู  “The Killing” เออ...ค่อยน่าจะเบาสมองหน่อย  เลยลองดูไปสักตอนสองตอน... โอ้คุณพระ... นี่มันคดีฆาตกรรม อำพรางชัดๆ  คิดดูครับเรื่องนี้มี 13 Episodes แต่ปรากฏว่า  ไขเรื่องราวเพียงคดีเดียว  แถมทั้ง 13 Episode นั้นเล่าเรื่อง Episode ละวันเท่านั้น  สรุปว่า  หลังจากเกิดการฆาตกรรม 13 วัน ก็หาตัวฆาตกรได้... ดูเหมือนจะไม่ยุ่งยากซับซ้อนเท่าไหรนัก... แต่ความสนุกมันอยู่ที่  การหาตัวผู้กระทำผิดที่หลอกเราไปมาทำให้เราหลงทางว่างั้น  แถมมันดันมีเรื่องการหาเสียงของนักการเมืองท้องถิ่นเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยนี่สิ...


เจ้าของคดีก็มีปัญหาส่วนตัวมากพออยู่แล้ว  ยั๊ง (เสียงสูง) ไม่ถูกกับคู่หูอีก... กรรมครับงานนี้ หนังหลอกเราไปหลอกเรามา รวมไปถึงนำเสนอให้เรารู้สึกคล้อยตามไปกับหนังด้วย (ฝนตกแทบทั้งเรื่อง) ... จนผมเองเผลอสบถใส่ตัวละครไปหลายครั้ง... อ้อ... แผนสูงของผู้สร้างครับ  เป็นหนังทุนต่ำ  ฟอร์มเล็กๆ  ที่เนื้อหาไม่เล็กเลย (มาทราบภายหลังว่า  เริ่มสร้าง Season 2 แล้วด้วย...เอาละสิครับงานนี้)
เรื่องราวไปกันใหญ่ผมเลยพัก.. สายตาและร่างกาย  หาหนังสบายๆ ตามาดูมั๊ย... ไปจบลงที่  Footloose  พระเจ้าช่วย... footloose  ทำมาทั้งหมด  3  Versions  ตั้งแต่ปี 1984  ที่  Kelvin  Bacon  เล่นและเต้นได้สะใจจนเป็นหนัง Classic เข้าไปแล้ว  ผมยังได้ดูอีก  Version  นี่ไม่ใช่  Kelvin  Bacon  เล่น  ก็ยังพอทนมาเจอเข้ากับ  Footloose 2011  ที่นำมา  Remake  ใหม่ สำหรับผมแล้ว  เสียดาย  Master  เพราะหนังมันจบและสวยลงตัวอยู่แล้ว


หนังเรื่องนี้ผมดูสมัยตอนยังเด็กๆ  แตกหนุ่มนิดๆ  ดูแล้วอยากเต้นรำเป็น  อยากเป็น  Dancer  สมัยนั้น (เก่าอยู่นะเนี่ย) ไม่มีหรอกวิชาเต้นกินรำกิน  อีกอย่างแม่ไม่ชอบด้วย  เลยเอาวีดีโอมาดูแล้วหัดเต้นตาม  ก็พอได้พอไปเต้นตามเวที  Disco  ท่าเต้นก็ดูจะเด่นกว่าเพื่อน  แต่ที่แน่ๆ  ท่าเต้นในสมัยนั้น  ก็คือท่าเต้นที่วัยรุ่นยุคนี้กำลังนิยมเต้นกัน  ไม่ว่าจะเป็น  Break dance,  Street dance   สารพัดท่า  แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย  เวลาต่างหากที่เปลี่ยน (แสดงว่าผมยังไม่ได้ตกยุค)
พอกันที... กลับมาหาไรสนุกดูต่อดีกว่า... ไปเจอ  The  Miracle  ไขคดีมหัศจรรย์  อัยยะ..!!! มาอีกแล้วเรื่องแปลกแหวกแนว  รู้สึกเรื่องทำนองนี้ได้รับความมากในตอนนี้ (เช็คจากสารบัญซีรี่ส์)  กลับมาหาเรื่องที่ดูแล้วไม่หลับ  ไม่เบื่อ  ปรากฏว่า  เรื่องนี้เป็นการนำเสนอคดีแปลก  แหวกแนว  (อีกแล้ว)
พูดถึงชายคนหนึ่งที่เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนปางตาย... แต่พอฟื้นขึ้นมาดูเหมือนว่าจะมีพลังพิเศษซะงั้น  เช่น  มองเห็นผีเอย  สัมผัสพิเศษเอยจนในที่สุดก็มีคนมาติดต่อให้มาร่วมงานด้วยเพื่อช่วยกันแก้ไขคดีที่ไม่มีข้อพิสูจน์  แต่เรื่องนี้มี  Season  เดียวครับ  จบในตัวแล้วคดีในแต่ละตอนก็สนุกๆ  ไม่เครียดมากนักเลยเรียบร้อยไปครับ  13  Episodes
มีแต่หนังแปลกประหลาด  พิลึกกึกกือ... มาตลอดเส้นทาง


เลยมาจบเอาที่ The  River  Series  เรื่องล่าสุดที่กำลังออกอากาศอยู่ในขณะนี้  เป็นเรื่องราวของนักสำรวจนายหนึ่ง  ได้เข้าไปสำรวจเรื่องราวแปลกๆ พร้อมถ่ายทำเป็นสารคดีไปด้วย  (อีกแล้วววววว...)  ในสุ่มน้ำอเมซอน  ปรากฏว่าคณะสำรวจคณะนี้หายสาบสูญไป...  จนทุกคนนึกว่าพวกเค้าได้ตายไปหมดแล้ว  อยู่ๆมาก็ได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือจากทีมนี้... เอาละสิ  ทำยังไงดี
Producer  สมองใส  ใจธุรกิจ  เกิดไอเดียครับ  ตั้งทีมค้นหาโดยให้ภรรยาและลูกชายเป็นหัวหน้าทีม  มี  Sponcer  ออกค่าใช้จ่ายให้ตลอดการเดินทาง  โดยมีข้อแม้ว่า  จะต้องบันทึกภาพตลอดการค้นหาเพื่อนำมาออกอากาศในสถานีของตัวเอง... เอาสิครับ  จะเป็นไรเสียก็ไม่ต้องเสียสตางค์แถมได้ไปตามพ่อหรือสามีฟรีๆ  ก็เลยตกลงออกเดินทาง... เรื่องราวมันไม่ใช่แค่นั้นนะสิครับ... ดันไปพบกับอาถรรพ์ของป่า  ความลึกลับซับซ้อนของป่าอเมซอน  ที่ไม่มีผู้ใดเคยสัมผัสมาก่อน... โอ้ยๆ  ตายแน่คราวนี้  มีทั้งผีป่าสัตว์ประหลาดมากมาย... สนุกครับสนุกมาก
ดูไปจนหมดตอนล่าสุด  Episode 8  มันยังไม่จบ เอาแล้วงานนี้ดันไปดูหนัง update เลยต้องรอกันต่อไป...
เป็นการใช้เวลาในวันหยุดเทศกาลวันสงกรานต์ ปี  พ.ศ.  2555  ได้อย่างคุ้มค่า  (สำหรับผม)  เลยทีเดียว  ไม่ต้องไปแย่งใครเที่ยว  ไม่ต้องไปไหน  ไม่ต้องเสียสตางค์  ได้พักผ่อน  (หรือเปล่า)  อย่างเต็มที่  เพื่อกลับเข้าสู่โหมดดิ้นรนทำมาหากินกันต่อไป
ส่วน  Flash  Point  กับ NUMB3R  นั้นผมดูค้างไว้ก่อนหน้านี้แล้ว  เลยเก็บซะให้เรียบ
Flash  Point  :  เป้นเรื่องราวของหน่วย  SRU  ที่คล้ายๆ  หน่วย  SWAT  คอยแก้ไขสถานการณ์ที่ฉุกเฉิน  ด้วยการกระทำในยุทธวิธีในทุกๆ  ด้าน  ถ้าเคลียร์ได้ก็ดีไป  ถ้าเคลียร์ไม่ได้ก็จบด้วยการยิงด้วย  Sniper  คนหนัง  Action  คงชอบไอ้ผมมันคอ  7/11  คือดูได้ทุกแนว


ไอ้นี่สิสนุกครับ  NUMB3R  เรื่องราวของสองพี่น้องที่คนพี่เป็น  FBI  ส่วนคนน้องเป็นนักคิตศาสตร์  เรื่องของเรื่องก็คือ  พี่ชายมีคดีที่แก้ไขไม่ค่อยได้  (เป็น  FBI  ยังไง) แล้วบังเอิญต้องมาให้น้องชายช่วยไขคดี  น้องชายเป็นนักคณิตศาสตร์  ที่มีสโลแกนว่า  "เหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกนี้  ทุกสิ่งล้วนมีเหตุผมและมีที่มาที่ไปเสมอ  จึงใช้หลักคณิตศาสตร์คำนวณหาสาเหตุและความน่าจะเป็นไขคดีต่างๆ  มากมาย  (ออกแนวโคนันป่าวเนี่ย)  แต่สนุกมากครับมีมาหลาย  Season  แล้ว ว่างๆ ไปดูครับไม่ต้องดูให้หมดเอาแค่ขำๆ ไปเรื่อยๆ


แถมท้ายด้วย  ภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่องเยี่ยม  รักหวานซึ้ง  ปนเศร้าเคล้าน้ำตา  แต่ดูจบแล้ว  อบอุ่นอิ่มใจไปกับภาพยนตร์เรื่องนี้  นั่นคือ Crying Out Love In The Center of the World   ถ้าทุกคนยังจำได้ในชื่อภาษาไทยว่า  อยากจะกูร้อง  บอกรัก  ให้ก้องโลก  ที่ทางช่องฟรีทีวีไทยเคยนำมาเสนเป็นภาพยนตร์  Series  จนเป็นที่นิยมกันไปทั่วเมือง  คราวนี้ผมไปดูเวอร์ชั้น  The  Movies  เออสนุกดี  กระชับ  น้ำตาไม่ต้องไหลเยอะ  ไหลนาน  อบอุ่นไปอีกแบบนึง


ผมเงียบหายแทบไม่ได้ติดต่อกับใคร  คงไม่เป็นไร  เพราะเทศกาลแบบนี้จะมีใครว่างกัน... ต่างคนก็ต่างหารูปแบบในการดำเนินชีวิตให้สนุกในแบบฉบับของตนเอง... ปีนี้ผมสนุกของผมแบบนี้จริงๆ...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น