วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2555

เมื่อปีศาจอยากเป็นมนุษย์ …Youkai Ningen Bem

เมื่อปีศาจอยากเป็นมนุษย์ …Youkai Ningen Bem

[ Soundtrack บรรยายไทย]



ชื่อเรื่อง            : ไยไค นินเง็น เบม /  (โรมันจิ): Youkai Ningen Bem  /
                           อสูรกายแผลงฤทธิ์ / Humanoid Monster Bem
ประเภท            : Thriller
เพลงประกอบ   : "Hayaku Ningen Ni Narita~i" โดย Kamenashi Kazuya, Anne & Suzuki Fuku และ
                           "Birth" โดย KAT-TUN



เบม (คาเมะนาชิ คาซึยะ), เบลล่า (แอน) และ เบลโล่ (ซูซูกิ ฟุคุ) เป็นสัตว์ประหลาดหน้าตาอัปลักษณ์ที่ไม่ได้เป็นทั้งมนุษย์หรือสัตว์ แต่พวกเขาเป็นฮีโร่ที่รักความสงบและความถูกต้องที่ใส่ใจช่วยเหลือมนุษย์ที่ กำลังเดือนร้อน เพราะว่าพวกเขาเป็นสัตว์ประหลาด จึงเป็นที่กลัวและรังเกียจโดยพวกมนุษย์ ยิ่งไปกว่านั้นยังถูกตามล่าโดยตำรวจ อย่างไรก็ตาม มิตรภาพระหว่างพวกเขากับนักสืบ (คิตามุระ คะซุกิ) พัฒนาขึ้นโดยความบังเอิญ เมื่อได้ติดต่อคบกับมนุษย์ ความปรารถนาอย่างแรงกล้าของ เบม, เบลล่า และ เบลโล่ ที่อยากจะกลายเป็นมนุษย์ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาต่อสู้กับปิศาจร้ายเพื่อปกป้องมนุษย์ ด้วยความเชื่อว่าพวกเขาจะสามารถกลายเป็นมนุษย์ได้ในวันหนึ่ง  แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเค้าทนไม่ได้ก็คือ  ปีศาจร้ายที่อยู่ในจิตใจของมนุษย์  มันน่ากลัวและน่ารังเกียจยิ่งกว่าสิ่งใด... ผมก็เห็นด้วยเช่นนั้น  ปีศาจที่น่ากลัวที่สุดก็คือ  ปีศาจในใจมนุษย์นั่นเอง


Kamenashi Kazuya รับบท เบม
เบม ด้วยความหวัง "อยากเป็นมนุษย์"   เพราะมักจะเห็นส่วนดีของมนุษย์อยู่หลายครั้ง  ในขณะเดียวกันที่มนุษย์กลับผลักไล่ไสส่งให้หนีหายไปจากสังคมมนุษย์เพียงเพราะรูปร่างอันน่าเกลียดของเบม  แต่หัวใจของเบมกลับสูงส่งและยกย่องความดีงามในหัวใจของมนุษย์อยู่เสมอมาและไม่เข็ดหลาบ  จึงคอยช่วงเหลือมนุษย์อยู่ตลอดมา  เพียงเพราะความศรัทธาต่อมนุษย์นั่นเอง



Anne รับบท เบลล่า / Suzuki Fuku รับบท เบลโล่
เบลล่า เป็นคนเดียวที่คอยตักเตื่อนไม่ให้  เบม  กับเบลโล่  เชื่อใจมนุษย์นักเพราะความหวาดระแวงและเข็ดหลายที่โดนมนุษย์ขับไล่ไสส่ง  แต่ลึกๆ  แล้วเธฮก็มีจิตใจงดงามเช่นกัน  (อาจจะงดงามกว่ามนุษย์บางคนเสียอีก)

เบลโล่ มีความคิดแบบบริสุทธิ์ที่จะ "อยากเป็นมนุษย์" จึงชอบทำอะไรด้วยตัวเองด้วยความกล้าหาญและตามหัวใจของตนเอง จึงมักเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ต่างๆ  เสมอ   เพราะว่าเป็นเด็ก จึงไม่สามารถควบคุมร่างกายและจิตใจได้  จึงมักกลายร่างบ่อยๆ  แต่เบลโล่นี่แหละเป็นตัวสนุกและสดใสของเรื่อง



ผมรู้สึกดีครับว่า  “มนุษย์ไม่เคยเห็นคุณค่าของตัวเอง  ในขณะที่สิ่งมีชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งกลับชื่นชม  ชื่นชอบ  และอยากที่จะมีชีวิตเยี่ยงมนุษย์”   ผมขอยกย่องด้วยใจจริง...



บทความจาก  Amazon  มนุษย์แปลงหมายเลข  6  (ตอนนี้ผมเป็น  Amazon  ครับ) 555  ตัวผมเองก็ถูกพวก Neo Shocker จับตัวไปทดลองจนกลายเป็นมนุษย์แปลงเหมือนกัน... แต่ยังไงก็ยังอยากปกป้องโลกเช่นกัน  สู้เค้า... ไอ้มดแดง

1 Litre of Tears [บันทึกน้ำตา 1 ลิตร]

เรื่องเก่านำมาเล่าใหม่ด้วยความประทับใจไม่รู้ลืม

Ikeuchi Aya แสดงโดย Erika Sawajiri


ละครเรื่อง 1 Litre of Tears สร้างขึ้นมาจาก ไดอารี่ ที่คิโตะ อายะ เด็กผู้หญิงที่ต้องต่อสู้กับโรคร้ายตลอดชีวิต ได้บันทึกไว้จำนวนทั้งสิ้น 46 เล่ม ที่พิมพ์เป็นหนังสือในชื่อ 1 Litre of Tears ที่ทำให้ชาวญี่ทุกคนรวมไปถึงหลายๆ ประเทศที่ตีพิมพ์รู้สึกประทับใจเสมอมา หนังสือ 1 Litre of Tears นี้ยังได้สรุปบันทึกที่ คิโตะ ชิโอกะ แม่ของอายะ เขียนเอาไว้ในเรื่อง "อุปสรรคของชีวิต" รวมอยู่ในนั้นด้วย

ละครเรื่องนี้ ได้แทนนามสกุลจริง คิโตะ เป็น นามสกุล อิเคอูจิ แต่น่าเสียดายที่ได้อ่านฉบับภาษาไทยกลับแปลได้ไม่ประทับใจเท่าที่ควร (เป็นความคิดเห็นส่วนตัว)

" ฉันมีชีวิตต่อเพื่ออะไรกันนะ " นี่คือ ประโยคหนึ่งจาก ไดอารี่ 46 เล่ม ที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเขียนไว้

ตลอดระเวลาที่ต่อสู้กับโรคร้ายที่ไม่มีทางรักษานี้ คิโต อายะ เกิดปี 1962 เป็นโรคที่ชื่อว่า Spinocerebellar Degeneration ซึ่งไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ในตอนอายุ 14 ปี เป็นโรคที่รักษาได้ยาก อาการของโรคจะทำให้สมองส่วนการรับรู้ จะยังทำงานเป็นปกติ แต่จะค่อยๆเสื่อมลง และควบคุมร่างกายไม่ได้ไปทีละอย่างแต่ในขณะเดียวกันสมองกลับรับรู้ได้อย่างเป็นปรกติ มันน่าทรมานหัวใจเพียงใดที่ไม่สามารถบังคับส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ในขณะที่ใจรับรู้ทุกเรื่อง  ซึ่งไดอารี่ทั้ง 46 เล่มนี้ ก็คือบันทึกการต่อสู้กับโรคตั้งแต่เริ่มมีอาการ จนถึงตอนที่อายะไม่สามารถ ควบคุมแขนของตัวเองให้เขียนได้ เสมือนเป็นเสียงตะโกนที่ร้องขอการมีชีวิตอยู่ต่อ จากส่วนลึกของหัวใจเธอ


ภาพจากละครแสดงถึงการร่วมต่อสู้กับโรคร้ายของครอบครัวของเธอ ช่างเป็นเรื่องที่ให้กำลังใจเสียเหลือเกิน

วันที่ 23 พฤษภาคม 1988 อายะทิ้งความประทับใจเอาไว้ในโลกนี้ และเดินทางสู่สรวงสรรค์ รวมอายุได้ 25 ปี ร่วม 11 ปี ที่เธอต้องต่อสู้กับโรคร้ายชนิดนี้อย่างทรมาน

" โรคนี้ทำไมถึงเลือกฉันนะ " นี่คืออีก ประโยคหนึ่งจาก ไดอารี่ 46 เล่ม ที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ทั้งๆที่เป็นโรคที่รักษาไม่หาย แต่ก็ยังพยายามที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปกับโรคร้ายนั้น ทุกๆวันที่ถูกรายล้อมไปด้วย ความรักทั้งของครอบครัว และคนรัก และเพื่อนๆ ที่คอยช่วยเหลือ ร้องไห้และหัวเราะด้วยกัน อยากใช้ชีวิตกันต่อไป เป็นละครชีวิตที่ให้กำลังใจกับคนญี่ปุ่นสมัยนี้

" ร้องไห้เสียน้ำตาไปหนึ่งลิตร " เป็นอีก คำพูดหนึ่งที่ คิโตะ อายะ ได้พูดกับเพื่อนร่วมชั้นมัธยมปลาย ตอนที่จะลาออกจากโรงเรียนไปอยู่ที่โรงเรียนคนพิการ เนื่องจากไม่อยากทำให้เพื่อนทุกคน ในห้องต้องลำบากใจ เพราะเพื่อนๆในห้องส่วนใหญ่กลัวจะเรียนไม่ทัน จะสอบต่อมหาวิทยาลัยไม่ได้ เพราะอาจารย์ต้องสอนช้าลง เพื่อให้ อายะ สามารถจดตามได้ทัน เนื่องจากเมื่ออายะ เป็นโรคนี้แล้ว ช่วงแรกก็ยังพอเดินได้ปกติ แต่หลังจากนั้นก็เดินได้ยากขึ้น จนในที่สุดเวลาจะเดินต้องนั่งรถเข็น และเวลาเขียนก็ไม่สามารถเขียนได้เร็วเท่าคนปกติ โดยที่จริงๆแล้ว อายะ ไม่อยากจะไปที่โรงเรียนคนพิการ แต่อยากจะอยู่ที่โรงเรียนกับเพื่อนๆ แต่ก็ไม่อยากให้เพื่อนต้องลำบากเพราะตนเอง จึงได้ตัดสินใจลาออก โดยที่เธอได้บอกกับเพื่อนๆว่า กว่าเธอจะตัดสินลาออกได้ ต้องนอนร้องไห้เสียน้ำตาไปหนึ่งลิตร


อายะ คิโตะ ตัวจริงในขณะที่โรคดังกล่าวเพิ่งแสดงอาการ

เพิ่มเติม
โรค Spinocerebellar Degeneration คือ โรคที่ยังไม่สามารถรักษาได้ อาการของโรคจะทำให้สมองส่วนการรับรู้ จะยังทำงานเป็นปกติ แต่จะค่อยๆเสื่อมลง และควบคุมร่างกายไม่ได้ไปทีละอย่าง ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้แต่ละคนจะแตกต่างกันไป บางคนเมื่อเริ่มเป็นโรคนี้อาการจะค่อยๆเป็นหนักขึ้นอย่างช้าๆ แต่สำหรับบางคนอาการของโรคทรุดหนักลงอย่างรวดเร็ว โดยเริ่มทำให้ ขาเดินได้ลำบาก จนต่อมาจะเดินไม่ได้ แขนและมือที่เคยจับเขียนได้ ก็จะค่อยๆจับและเขียนลำบาก จนสุดท้ายก็จะเขียนไม่ได้ การรับประทานอาหารก็จะลำบากขึ้นและจะสำลักบ่อยครั้ง บางคนอาจถึงตายได้เนื่องจากอาหารติดคอ ผู้ป่วยจะต้องมีคนดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่เสมอ เพราะยิ่งอาการหนักขึ้นเท่าไหร่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เองมากขึ้นเท่านั้น เป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดจากอะไร และยังไม่สามารถรักษาจนถึงปัจจุบัน ทำได้เพียงพยายามชะลอให้อาการทรุดหนักช้าลง เท่านั้น


อายะ คิโตะ ขณะที่อาการได้กำเริบมากขึ้นถึงขั้นเขียนบันทึกไม่ได้แล้ว เธอพยายามใช้นิ้วชี้ตัวอักษรเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวให้คุณแม่ได้รับทราบ

ละครเรื่องนี้ได้ออกอากาศในเมืองไทยมาแล้วหลายครั้ง ทั้งในทาง Free TV รวมไปถึง Cable TV ที่นำมาลงในบันทึกนี้ เพียงเพื่อที่แบ่งปันความประทับใจและความซาบซึ้งให้กับทุกคน... ขอไว้อาลัยแด่เธอนิรันดร์

::: P.S. I Love You ::: [movie]

ขอมอบของขวัญชิ้นนี้ให้กับ "ความรักทั้งโลก"

ขอมอบของขวัญชิ้นนี้ให้กับ "ความรักทั้งโลก" ป.ล. ฉันรักเธอ



คนดี .... วันนี้ขอส่งข่าวให้เธอได้รู้ความเป็นไป
อากาศยังเย็นอยู่
ทุกคนสบายดีไม่ป่วยไข้
ฉันเข้านอนตรงเวลาทุกคืน
สามทุ่มก็หลับใหล
ป.ล. ฉันรักเธอ ... รู้ใช่ไหมคนดี

วันวาน ... ฝนมาเยี่ยมเยือนเรา
แต่ฉันก็ไม่ขอบ่นอะไรทั้งนั้น
บนรถไฟที่แล่นไกลออกไป ... เธอเป็นอย่างไรหรือนั่น
ฝุ่นคละคลุ้งตามเส้นทางรถไฟของเธอหรือไรกัน
ป.ล. ฉันรักเธอเสมอไปทุกๆวัน … จดจำไว้นะคนดี

อย่าลืมเขียนจดหมายถึงพวก ’บราวน์’ บ้างถ้าว่างนะจ๊ะ
พวกเขายังมาหา อยากรู้ความเป็นไป
อ้อ ... ฉันทำโต๊ะกินข้าวของเราเป็นรูไปแล้วล่ะ รู้ไหม
มีอะไรจะเล่าอีกไหมนะ ...
น่าจะไม่มีแล้วล่ะ...วันนี้

หมดเรื่องราวที่จะเล่า...จะบอกกล่าว
แต่อยากให้รู้ว่าทุกหนึ่งวันที่ผ่านราวขวบปี
อืม ... แต่ทุกคนคิดถึงเธอนะ คนดี

ป.ล. ฉันรักเธอ … และจะเป็นเช่นนี้เสมอไป





ฮอลลี่ ....
ผมรู้ว่าคุณรักผม ...
แต่คุณไม่จำเป็นต้องมีข้าวของของผมเพื่อเอาไว้คิดถึงผม
คุณไม่ต้องเก็บทุกอย่างเอาไว้เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่า ...
ผมเคยมีตัวตนอยู่.....หรือ.....ผมยังอยู่ในหัวใจคุณ
คุณไม่ต้องใส่สเวตเตอร์ของผมเพื่อให้รู้สึกว่าผมอยู่ข้างกายคุณ
ผมอยู่ข้างกายคุณอยู่แล้ว .....
เพื่อโอบกอดคุณเอาไว้...ไม่มีวันคลาย ....
ป.ล. ผมรักคุณ ...

เรียบเรียงจาก จดหมายฉบับหนึ่งของเจอร์รี่ ถึง ฮอลลี่
P.S. I Love You by Cecilia Ahern


P.S. I Love You เพลงสวยๆ ที่หยิบมาฝากกันเป็นเพลงแรก หลังจากที่ Meaning ห่างหายจากคุณๆไปแสนนาน ด้วยความจำเป็นของคนเขียนเองค่ะ ขอบคุณแฟนๆทุกคนที่ยังคิดถึงกัน ทำให้วันนี้เราได้มานั่งคุยกันตรงนี้ ดีใจค่ะ ^ _ ^ เพลงนี้หยิบมาฝาก เพราะชอบเหลือเกินค่ะ เป็นเพลงสุดแสนโรแมนติก หวานจับใจ ฟังแล้วเหมือนมีอ้อมแขนอุ่นๆของใครบางคนที่อยู่แสนไกลมาโอบกอดเราเอาไว้ใกล้ๆ.... เหมาะเหลือเกินค่ะที่จะหยิบมาฟังวันฝนตก ฟ้าครึ้ม ๆ เนื้อร้องของเพลงกลับกันกับตัวหนัง คือเป็นเสมือนเนื้อเพลงแทนใจของ คนที่ยังอยู่ เล่าเรื่องราวให้คนที่จากไปแสนไกลได้ฟังว่าความเป็นไป ณ บ้านที่เขาจากไปเป็นเช่นไร เจ้าของเสียงร้องหวานสวยของเพลงนี้คือ Nelli Mckay ซึ่งตัวเธอเองก็รับบทเป็นน้องสาวของฮอลลี่ในตัวภาพยนตร์ด้วยนั่นเอง ก่อนหน้านี้เธอก็เคยมีเพลงประกอบซาวด์แทรคหลายต่อหลายเรื่องทีเดียว แต่กับ P.S. I Love You นี้ ฉันหลงรักเธอเต็มๆเชียวค่ะ

Gerard Butler ผู้รับบทเจอร์รี่ สรุปไว้แบบได้ใจความมากๆเกี่ยวกับ P.S. I Love You ว่า “หนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้การตายจากเป็นเรื่องเศร้าจนทนไม่ไหว ทว่าจะทำให้ทุกคนรู้ว่า การที่ใครบางคนตายจากไป ไม่ได้หมายความว่าคนที่เหลืออยู่จะต้องหยุดใช้ชีวิตไปด้วย...ชีวิตต้องดำเนินต่อไป”

ดังเช่นส่วนหนึ่งในจดหมายฉบับแรกที่เจอร์รี่เขียนถึงฮอลลี่ไว้ว่า ....

“คุณเป็นคนเข้มแข็ง และคุณจะผ่านเรื่องนี้ไปได้
เราเคยมีวันเวลาแสนงดงามร่วมกัน .... คุณเติมเต็มชีวิตผม
ผมไม่มีอะไรต้องเสียใจเลย
ทว่า ... ผมเป็นเพียงบทหนึ่งในชีวิตคุณเท่านั้น
คุณยังคงต้องมีอีกหลายบทในชีวิตที่ต้องเกิดขึ้น
เก็บความทรงจำแสนงดงามของเราเอาไว้ ….
แต่อย่ากลัวที่จะสร้างความทรงจำดีๆเช่นนั้นขึ้นใหม่
ขอบคุณที่ให้เกียรติเป็นภรรยาผม ….
ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง …
เมื่อไรก็ตามที่คุณต้องการผม ... รู้ไว้นะว่าผมอยู่กับคุณ

รักคุณเสมอไป ...
สามีและเพื่อนรักของคุณ
เจอร์รี่
….

Copy มาจากลั่นทมริมทะเล Bloggang.com

Nankyoku Tairiku [Antarctica]




“การสำรวจครั้งนี้  จะเป็นสัญญาลักษณ์ว่า  ญี่ปุ่นจะไม่ยอมแพ้ในอีก 10 ปี  50  ปีข้างหน้า  แต่ความเป็นจริงแล้วพวกนี้ต่างหากที่ไม่เคยยอมแพ้  กลับพยายามมีชีวิตอยู่  พยายามอยู่ให้รอดแม้จะสิ้นหวังก็ตาม”

นี่เป็นหนึ่งในประโยคเด็ดของซีรี่ส์ญี่ปุ่นชุดนี้  ที่ได้ทำขึ้นมาด้วยทุนและทีมงานฟอร์มยักษ์  ในปี  2011  Antarctica  หรือ  Nankyoku Tairiku  ที่ได้คิมูระ  ทาคูยะ  มารับบทเป็นนักธรณีวิทยาหนึ่งในทีมงาน  ที่ได้มีโอกาสไปสำรวจทวีปแอนตาร์คติก  หลังสงครามโลกครั้งที่  2  ที่ญี่ปุ่นแพ้อย่างย่อยยับ

และเพื่อเป็นการประกาศสู่โลก ถึง แม้จะแพ้สงครามก็ตาม  การประกาศให้โลกรับรู้ว่า  ญี่ปุ่นยังมีขวัญและกำลังใจที่ดี  รวมไปถึงศักยภาพและความพร้อมเพื่อทัดเทียมกับนานาประเทศทั่วโลกนั่นถือเป็นเรื่องสำคัญระดับประเทศ  และเป็นหน้าที่ของประชาชนชาวญี่ปุ่นทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ



หนังก็คงจะปูเรื่องมาในทำนองเรียกขวัญและกำลังใจ  ให้รักประเทศ  นับถือความเป็นตัวของตัวเอง  กล้าและพร้อมที่จะเสียสละ  เพื่อผดุงความถูกต้องและพร้อมแบกรับภาระอันใหญ่หลวง (เหมือน Spider Man ซะงั้น)  ของประเทศ

แต่...  ที่สุดแล้ว  หนังกลับจะบอกผู้ชมในอีกรูปแบบหนึ่ง  ในขณะที่ทุกคนรับภาระในสิ่งที่ตนต้องรับผิดชอบ  แม้แต่สุนัขหรือสัตว์เลี้ยง  ก็ต้องรับสภาพไปกับเค้าด้วย...   ท้ายที่สุดหนังเรื่องนี้กลับกลายเป็นการนำเสนอถึงความรักความผูกพันธุ์ของสัตว์ที่มีต่อคน... และของคน  (บางคน)  ที่มีต่อหน้าที่โดยเคร่งครัดแม้จะต้องเสียสละอะไรไปบ้างก็ตาม



สำหรับคอหนังที่  Sensitive  เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง  ขอแนะนำว่าดูแค่  50% ของหัวใจนะครับ... เพราะหนังเรื่องนี้  ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้ดีทีเดียว  ผมดูกว่าจะจบต้องมีเบรกบ้าง  อันเนื่องมาจากต่อมน้ำตาตื้น  ถึงตื้นมาก  (สำหรับเรื่องบางเรื่อง)  แต่สุดท้ายก็ดูจนจบแบบหลบอารมณ์ไปบ้างหลายครั้ง... ที่สุดผมจะบอกกับใครต่อใครว่า  ชีวิต... สำคัญทั้งนั้น  ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของอะไรหรือของใครก็ตาม

“ฉันขอสัญญาว่า  ฉันจะมีชีวิตต่อไปเพื่อพวกนายทุกคน 
เราคงได้พบกันอีก  คงไม่นานเท่าไหร่  รอฉันอยู่ตรงนั้นนะ” - - - - คุโรมาจิ 

(คำพูดสุดท้ายที่คิมูระ  ทาคูยะ  กล่าวอำลาเพื่อนรัก  4  ขา  ที่เป็นผู้เสียสละที่ยิ่งใหญ่) 



ภาพยนตร์ซีรี่ส์เรื่องนี้สร้างจากเค้าโครงเรื่องจริง  ที่หนังฮอลลีวู๊ดเคยนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ด้วย... หนังเพิ่งจะฉายเมื่อปลายปีที่แล้ว  พอจะหาดูได้อยู่ครับ  มีทั้งหมด  10  ตอนรับรองว่าวางตาไม่ลงแน่ๆ

ฉากที่ถูกพายุหิมะกระหน่ำ...จนมนุษย์ต้องทิ้งฐานเพื่อความปลอดภัยแล้วจะกลับมาช่วยสุนัข แต่...


ฉากนี้  "คุมะ"  สุนัขผู้พ่อต้องแยกกับลูกๆ ทั้งสองเนื่องจากอยู่บนรอยแยกของหิมะพอดี ใครไม่ร้องให้ผมสงสัยต่อมน้ำตาชำรุดครับ


ริกิ... หัวหน้าสุนัขลากเลื่อน... ที่รอคอยเจ้าของจนวินาทีสุดท้าย - - ขอไว้อาลัยกับหลายชีวิตที่ต้องสูญเสียไป... ด้วยรัก - - - uhh san

Usagi Drop (คุณน้าผม อายุ 6 ขวบ)

Anime 11 Episode



Usaki Drop [คุณน้าผมอายุ 6 ขวบ] Anime แนว Family ที่สร้างมาจาก  Manga  เรื่องเยี่ยม  ที่มีคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา บ้างก็ว่าเนื้อหาไม่มีอะไร เรียบง่ายตลอดทั้งเรื่อง บางเสียงก็บอกว่าถ่ายทอดอารมณ์ของความรักในครอบครัวได้ลึกซึ้ง... ก็สุดแล้วแต่กันละนะครับ



เรื่องราวของ Daikichi หนุ่มไม่น้อยไม่ใหญ่ที่ต้องกลับมายังบ้านของคุณตา ไม่ได้มาเยี่ยมนะครับ  กลายเป็นว่ามางานศพซะงั้น  คุณตาอายุมากแล้วก็ได้เสียชีวิตไปด้วยโรคชรา  จึงถือว่าเป็นการรวมญาติของตระกูลไปโดยปริยาย  งานก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำที่ได้มีโอกาสพบปะญาติมิตรมากมายขนาดนี้...

แต่เรื่องมันไม่ได้บังเอิญเป็นแบบนั้นนะสิครับ... ในบ้านคุณตากลับมาเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง  ไม่รู้ว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร วนเวียนอยู่ในบ้านในงานอย่างห่างๆ  สอบถามไปหาก็ได้ความว่า เป็นลูกของคุณตา... อะฮ้า   คุณตานี่ไม่เบาเลย  อายุมากขนาดนี้ยังสามารถมีลูกน้อยอายุราวๆ 6 ขวบ เห็นจะได้ ว่าแต่... เอ..!!! ไม่ยักกะเห็นเมียคุณตาเลยแฮะ หรือว่า คุณตาถูกทิ้งให้ดูแลลูกน้อยเพียงลำพัง



Rin คือชื่อของสาวน้อยคนนี้  ที่เก็บตัวเงียบๆ ตลอดงาน ... ปัญหาก็เกิดขึ้นละสีคราวนี้  แล้วใครจะเป็นผู้ปกครองของ  Rin  แทนคุณตาละเนี่ย...แล้วถ้าเป็นลูกของคุณตาจริงๆ  งั้นเด็กคนนี้ก็ต้องเป็นคุณน้าของ Daikichi สินะ  โอ้... ผมมีน้าอายุ  6  ขวบ  และแล้วเรื่องราวของหนุ่มโสดกับน้าสาวอายุ  6  ขวบก็ได้เริ่มต้นขึ้น...

เป็นเรื่องราวง่ายๆ (หรือเปล่า) ของการใช้ชีวิตระหว่างหนุ่มโสดและเด็กน้อยอายุ 6 ขวบ ที่อาศัยความรักความเข้าใจ  ในการใช้ชีวิตร่วมกัน... สำหรับผมแล้ว  เรื่องนี้ถือว่าถ่ายทอดรายละเอียดของตัวละครแต่ละคนได้ดีทีเดียว  โลกนี้ยังมีอะไรอีกมากมายที่เรายังไม่รู้  และไม่มีอะไรยากไปกว่าตัวเราเองที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงใดๆ  น่าจะเป็นคำจำกัดความของ Anime เรื่องนี้

หามาดูเถอะครับ... แล้วคุณจะได้สัมผัสถึงความอ่อนโยนของหัวใจหลายๆ ดวง

[เรื่องนี้จะดีหรือไม่ก็ยังอยากให้ถามใจตัวเองดู... รู้มาแต่ว่าที่ญี่ปุ่นได้ทำ Usagi Drop The Movie เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  เสียแต่ยังไม่มี  Thai  Sub  ไม่เป็นไรดูมันทั้งไม่มี  Sub  นั่นแหละ  เข้าใจได้ไม่มากแต่ก็ไม่ยากนี่นา  “ใช่มั๊ยจ๊ะ  Rin”]



นี่เป็นภาพจาก The Movies ครับเลยเอามาฝาก [แค่ตัวแสดง L จาก Datenote ก็น่าดูแล้ว]

อ้อ...เกือบลืม  Original Sound Track เรื่องนี้เพราะไม่เบาเหมือนกัน  ฟังง่ายๆ สบายๆ จากค่าย Sony

วันจันทร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2555

กินข้าวหน้า TV ดู Series เรื่องโปรด 2012

Mission Completed..!!!
Series Festival  2012  by  Me

และแล้วเทศกาล .. กินข้าวหน้า TV ดูซีรี่ส์เรื่องโปรด  (ของผม) ก็จบลง..  ด้วยหนังน่าสนใจ (ในแบบของผม) หลายเรื่องด้วยกัน...
เริ่มจาก  Sherlock  Holmes Season 1-2 : ที่นำคดีเด็ดมาเสนอ  บวกกับความหยิ่งยโสของ Holmes จนมาถึงความสับสนทางชีวิตของ Dr.Watson แพทย์จากสงครามที่ดูเหมือนจะเพี๊ยนนิดๆ จนทำให้เราไม่แน่ใจว่า Holmes สติไม่ดี ประสาทหลอน หรือเป็นคนเก่ง ฉลาดหลักแหลมกันแน่... แต่เร้าใจตลอดการเดินทาง  เอ้ย... ตลอดเรื่องเลยครับ (ข่าวว่ามีภาค 3 แล้วแต่ยังไม่ได้มี Thai Sub ครับ)

นี่แหละโฉมหน้ากวนประสาทของ  Holmes & Watson

ตามมาด้วย  Fringe : ที่ผมตามมาตั้งแต่  Season 1 คราวนี้มาเก็บ  Season 2 ต่อ 3 ไปอีกหน่อย  เพราะมันละสายตาไม่ได้จริงๆ  เรื่องของ FBI สาวที่ที่มีสัมผัสพิเศษ Six Sense ว่างั้นเถอะ  ได้มีโอกาสมาทำคดีพิเศษที่ไม่มีใครกล้าทำ  บวกกับในแต่ละคดีจะมีรูปแบบที่แปลก  พิสดารจนต้องหาผู้ช่วยที่เป็น  Dr. เพี๊ยนๆ ที่ถูกจำคุกมาเป็นที่ปรึกษา   มาช่วยไขคดี เรื่องราวภาคแรกๆ ก็สนุกดีตรงที่มีคดีแปลกๆ มากมาย แต่พอจะจบ Season กลับกลายเป็นว่า  โลกนี้มีสองด้าน (ซะงั้น)  และในด้านตรงข้ามที่มีทุกอย่างเหมือนเรา  กำลังจะทำลายอีกด้านหนึ่ง  เพราะเริ่มมีการข้ามมิติไปมา โอ๊ย... หัวจะหงอก  เอ้ยระเบิด  (หงอกมากอยู่แล้ว)  แต่ขออภัยครับ  Fringe ตอนนี้ปาเข้าเข้าไป Season 4 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว


จากคดีของ Holmes มาคดีแปลกๆ ของ Fringe ผมเริ่มเข้าโหมด The X-Files (เรื่องนี้ผมดูจบ 9 Season ไปนานแล้ว) เลยเปลี่ยนแนวมาดู  “The Killing” เออ...ค่อยน่าจะเบาสมองหน่อย  เลยลองดูไปสักตอนสองตอน... โอ้คุณพระ... นี่มันคดีฆาตกรรม อำพรางชัดๆ  คิดดูครับเรื่องนี้มี 13 Episodes แต่ปรากฏว่า  ไขเรื่องราวเพียงคดีเดียว  แถมทั้ง 13 Episode นั้นเล่าเรื่อง Episode ละวันเท่านั้น  สรุปว่า  หลังจากเกิดการฆาตกรรม 13 วัน ก็หาตัวฆาตกรได้... ดูเหมือนจะไม่ยุ่งยากซับซ้อนเท่าไหรนัก... แต่ความสนุกมันอยู่ที่  การหาตัวผู้กระทำผิดที่หลอกเราไปมาทำให้เราหลงทางว่างั้น  แถมมันดันมีเรื่องการหาเสียงของนักการเมืองท้องถิ่นเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยนี่สิ...


เจ้าของคดีก็มีปัญหาส่วนตัวมากพออยู่แล้ว  ยั๊ง (เสียงสูง) ไม่ถูกกับคู่หูอีก... กรรมครับงานนี้ หนังหลอกเราไปหลอกเรามา รวมไปถึงนำเสนอให้เรารู้สึกคล้อยตามไปกับหนังด้วย (ฝนตกแทบทั้งเรื่อง) ... จนผมเองเผลอสบถใส่ตัวละครไปหลายครั้ง... อ้อ... แผนสูงของผู้สร้างครับ  เป็นหนังทุนต่ำ  ฟอร์มเล็กๆ  ที่เนื้อหาไม่เล็กเลย (มาทราบภายหลังว่า  เริ่มสร้าง Season 2 แล้วด้วย...เอาละสิครับงานนี้)
เรื่องราวไปกันใหญ่ผมเลยพัก.. สายตาและร่างกาย  หาหนังสบายๆ ตามาดูมั๊ย... ไปจบลงที่  Footloose  พระเจ้าช่วย... footloose  ทำมาทั้งหมด  3  Versions  ตั้งแต่ปี 1984  ที่  Kelvin  Bacon  เล่นและเต้นได้สะใจจนเป็นหนัง Classic เข้าไปแล้ว  ผมยังได้ดูอีก  Version  นี่ไม่ใช่  Kelvin  Bacon  เล่น  ก็ยังพอทนมาเจอเข้ากับ  Footloose 2011  ที่นำมา  Remake  ใหม่ สำหรับผมแล้ว  เสียดาย  Master  เพราะหนังมันจบและสวยลงตัวอยู่แล้ว


หนังเรื่องนี้ผมดูสมัยตอนยังเด็กๆ  แตกหนุ่มนิดๆ  ดูแล้วอยากเต้นรำเป็น  อยากเป็น  Dancer  สมัยนั้น (เก่าอยู่นะเนี่ย) ไม่มีหรอกวิชาเต้นกินรำกิน  อีกอย่างแม่ไม่ชอบด้วย  เลยเอาวีดีโอมาดูแล้วหัดเต้นตาม  ก็พอได้พอไปเต้นตามเวที  Disco  ท่าเต้นก็ดูจะเด่นกว่าเพื่อน  แต่ที่แน่ๆ  ท่าเต้นในสมัยนั้น  ก็คือท่าเต้นที่วัยรุ่นยุคนี้กำลังนิยมเต้นกัน  ไม่ว่าจะเป็น  Break dance,  Street dance   สารพัดท่า  แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย  เวลาต่างหากที่เปลี่ยน (แสดงว่าผมยังไม่ได้ตกยุค)
พอกันที... กลับมาหาไรสนุกดูต่อดีกว่า... ไปเจอ  The  Miracle  ไขคดีมหัศจรรย์  อัยยะ..!!! มาอีกแล้วเรื่องแปลกแหวกแนว  รู้สึกเรื่องทำนองนี้ได้รับความมากในตอนนี้ (เช็คจากสารบัญซีรี่ส์)  กลับมาหาเรื่องที่ดูแล้วไม่หลับ  ไม่เบื่อ  ปรากฏว่า  เรื่องนี้เป็นการนำเสนอคดีแปลก  แหวกแนว  (อีกแล้ว)
พูดถึงชายคนหนึ่งที่เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนปางตาย... แต่พอฟื้นขึ้นมาดูเหมือนว่าจะมีพลังพิเศษซะงั้น  เช่น  มองเห็นผีเอย  สัมผัสพิเศษเอยจนในที่สุดก็มีคนมาติดต่อให้มาร่วมงานด้วยเพื่อช่วยกันแก้ไขคดีที่ไม่มีข้อพิสูจน์  แต่เรื่องนี้มี  Season  เดียวครับ  จบในตัวแล้วคดีในแต่ละตอนก็สนุกๆ  ไม่เครียดมากนักเลยเรียบร้อยไปครับ  13  Episodes
มีแต่หนังแปลกประหลาด  พิลึกกึกกือ... มาตลอดเส้นทาง


เลยมาจบเอาที่ The  River  Series  เรื่องล่าสุดที่กำลังออกอากาศอยู่ในขณะนี้  เป็นเรื่องราวของนักสำรวจนายหนึ่ง  ได้เข้าไปสำรวจเรื่องราวแปลกๆ พร้อมถ่ายทำเป็นสารคดีไปด้วย  (อีกแล้วววววว...)  ในสุ่มน้ำอเมซอน  ปรากฏว่าคณะสำรวจคณะนี้หายสาบสูญไป...  จนทุกคนนึกว่าพวกเค้าได้ตายไปหมดแล้ว  อยู่ๆมาก็ได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือจากทีมนี้... เอาละสิ  ทำยังไงดี
Producer  สมองใส  ใจธุรกิจ  เกิดไอเดียครับ  ตั้งทีมค้นหาโดยให้ภรรยาและลูกชายเป็นหัวหน้าทีม  มี  Sponcer  ออกค่าใช้จ่ายให้ตลอดการเดินทาง  โดยมีข้อแม้ว่า  จะต้องบันทึกภาพตลอดการค้นหาเพื่อนำมาออกอากาศในสถานีของตัวเอง... เอาสิครับ  จะเป็นไรเสียก็ไม่ต้องเสียสตางค์แถมได้ไปตามพ่อหรือสามีฟรีๆ  ก็เลยตกลงออกเดินทาง... เรื่องราวมันไม่ใช่แค่นั้นนะสิครับ... ดันไปพบกับอาถรรพ์ของป่า  ความลึกลับซับซ้อนของป่าอเมซอน  ที่ไม่มีผู้ใดเคยสัมผัสมาก่อน... โอ้ยๆ  ตายแน่คราวนี้  มีทั้งผีป่าสัตว์ประหลาดมากมาย... สนุกครับสนุกมาก
ดูไปจนหมดตอนล่าสุด  Episode 8  มันยังไม่จบ เอาแล้วงานนี้ดันไปดูหนัง update เลยต้องรอกันต่อไป...
เป็นการใช้เวลาในวันหยุดเทศกาลวันสงกรานต์ ปี  พ.ศ.  2555  ได้อย่างคุ้มค่า  (สำหรับผม)  เลยทีเดียว  ไม่ต้องไปแย่งใครเที่ยว  ไม่ต้องไปไหน  ไม่ต้องเสียสตางค์  ได้พักผ่อน  (หรือเปล่า)  อย่างเต็มที่  เพื่อกลับเข้าสู่โหมดดิ้นรนทำมาหากินกันต่อไป
ส่วน  Flash  Point  กับ NUMB3R  นั้นผมดูค้างไว้ก่อนหน้านี้แล้ว  เลยเก็บซะให้เรียบ
Flash  Point  :  เป้นเรื่องราวของหน่วย  SRU  ที่คล้ายๆ  หน่วย  SWAT  คอยแก้ไขสถานการณ์ที่ฉุกเฉิน  ด้วยการกระทำในยุทธวิธีในทุกๆ  ด้าน  ถ้าเคลียร์ได้ก็ดีไป  ถ้าเคลียร์ไม่ได้ก็จบด้วยการยิงด้วย  Sniper  คนหนัง  Action  คงชอบไอ้ผมมันคอ  7/11  คือดูได้ทุกแนว


ไอ้นี่สิสนุกครับ  NUMB3R  เรื่องราวของสองพี่น้องที่คนพี่เป็น  FBI  ส่วนคนน้องเป็นนักคิตศาสตร์  เรื่องของเรื่องก็คือ  พี่ชายมีคดีที่แก้ไขไม่ค่อยได้  (เป็น  FBI  ยังไง) แล้วบังเอิญต้องมาให้น้องชายช่วยไขคดี  น้องชายเป็นนักคณิตศาสตร์  ที่มีสโลแกนว่า  "เหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกนี้  ทุกสิ่งล้วนมีเหตุผมและมีที่มาที่ไปเสมอ  จึงใช้หลักคณิตศาสตร์คำนวณหาสาเหตุและความน่าจะเป็นไขคดีต่างๆ  มากมาย  (ออกแนวโคนันป่าวเนี่ย)  แต่สนุกมากครับมีมาหลาย  Season  แล้ว ว่างๆ ไปดูครับไม่ต้องดูให้หมดเอาแค่ขำๆ ไปเรื่อยๆ


แถมท้ายด้วย  ภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่องเยี่ยม  รักหวานซึ้ง  ปนเศร้าเคล้าน้ำตา  แต่ดูจบแล้ว  อบอุ่นอิ่มใจไปกับภาพยนตร์เรื่องนี้  นั่นคือ Crying Out Love In The Center of the World   ถ้าทุกคนยังจำได้ในชื่อภาษาไทยว่า  อยากจะกูร้อง  บอกรัก  ให้ก้องโลก  ที่ทางช่องฟรีทีวีไทยเคยนำมาเสนเป็นภาพยนตร์  Series  จนเป็นที่นิยมกันไปทั่วเมือง  คราวนี้ผมไปดูเวอร์ชั้น  The  Movies  เออสนุกดี  กระชับ  น้ำตาไม่ต้องไหลเยอะ  ไหลนาน  อบอุ่นไปอีกแบบนึง


ผมเงียบหายแทบไม่ได้ติดต่อกับใคร  คงไม่เป็นไร  เพราะเทศกาลแบบนี้จะมีใครว่างกัน... ต่างคนก็ต่างหารูปแบบในการดำเนินชีวิตให้สนุกในแบบฉบับของตนเอง... ปีนี้ผมสนุกของผมแบบนี้จริงๆ...

วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2555

“The Killing” Season 1

“The Killing”  Season 1
Who  Killed  Rosie  Larson

The Killing ซีรี่ส์ฟอร์มเล็กที่เนื้อหาไม่ได้เล็ก  เรื่องราวของหญิงสาว  โรซี่  ลาร์สัน  สาว  High  School  ที่ถูกฆาตกรรมอย่างลึกลับ  โดยมีตำรวจคู่หูสองคนที่คนหนึ่งบ้างานเสียคนบ้านแตกสาแหรกขาด   และอีกคนที่บุคลิกยังกับขี้ยาข้างถนน  ข้อสำคัญทั้งคู่ไม่ค่อยจะเป็นคู่หูกันเท่าไหร่นัก  ทั้งสองได้ตามสืบค้นคดีนี้ทุกรูปแบบเพื่อหาฆาตกรโรคจิตมาดำเนินคดีให้ได้

คดีมันก็ไม่น่าจะมีอะไรซับซ้อนมากนัก  ถ้าบังเอิญไม่ได้ไปพัวพันกับการเมืองท้องถิ่นที่กำลังแข่งขันหาเสียงกันอยู่ในช่วงสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งและผู้ต้องสงสัยของคดีดันเป็นหัวคะแนนให้กับนักการเมืองอีกต่างหาก
เนื้อหาเป็นเรื่องราวของคดีฆาตกรรมคดีเดียวจนจบ.... แต่ในรายละเอียดของเรื่อง  จะแฝงถึงสัญชาตญาณของมนุษย์ที่ไม่เคยที่จะพูดความจริง  ยอมรับในสิ่งที่เป็นไป  กลับดำเนินชีวิตแบบโกหกพกลม  มีลับลมคมในไปเสียทุกเรื่อง  ทุกผู้คน  ในแต่ละตัวละครก็มีปูมหลังเก็บกด  เก็บกักไว้ซะจนไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่ถูกหรือผิด  เพียงแต่ให้มีชีวิตผ่านไปเรื่อยๆ  เจอปัญหาทีก็แก้ไปที
การดำเนินเรื่องก็เป็นไปอย่างอืดๆ  ฝนตกแทบทั้งเรื่องทำให้รู้สึกอึดอัด  เฉอะแฉะ  และขุ่นมัวอารมณ์ไปหมด  ดูจะเป็นเจตนาของผู้สร้างเพื่อนำอารมณ์เราไปกับหนังให้ได้  (ผมก็เผลอคล้อยตามในตอนท้ายเรื่องไปกับเค้าเหมือนกัน)  เป็นหนังเล็ก  ที่ไม่ต้องหามาดูก็ได้  แต่เชื่อเถอะถ้าคุณมีเวลา  ไปหามาดูแบบขำขำ  ผมว่าวางไม่ลงเอาเลยทีเดียว
เอาเป็นว่าหนังซีรี่ส์เรื่องนี้  ไม่ต้องเก็บไว้ในใจ  แต่ดูเพื่อรู้ไว้ไม่เสียหายหรอกครับ  สันดานดิบของคนยากจะหยั่งถึง
แล้วผมเพิ่มมารู้ว่ามี  Season 2 แล้วด้วยสิ... งานเข้าแล้วครับ